วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

การถ่ายภาพ Burst Zoom


การถ่ายภาพ Burst Zoom

          การใช้เทคนิคระเบิดซูมเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถทำได้ ซึ่งหลักง่าย ๆ ของการถ่ายนี้เพียงแค่หมุนวงแหวนเลนส์ระหว่างที่ใช้สปีดชัตเตอร์ช้าๆ เท่านั้น เลือกฉากที่มีแสงไฟมาก ๆ เช่น ในเมืองที่มีแสงไฟจากตึกใช้สปีดชัตเตอร์ตั้งแต่ 1/ 60 วินาที สามารถถ่ายภาพโดยใช้มือเปล่าถือกล้องได้ แต่จะดีกว่าถ้าใช้ขาตั้งกล้อง    ให้หมุนวงแหวนเลนส์ระหว่างที่เปิดม่านชัตเตอร์ไว้ ซึ่งการซูมเข้าทำให้แสงไฟคล้ายพุ่งออกจากตัวแบบ ส่วนการซูมออกทำให้แสงพุ่งเข้าหาตัวแบบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการภาพถ่ายแบบไหน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับถ่าย Burst Zoom
1.กล้องที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้
2.เลนส์ที่สามารถซูมได้
3. ขาตั้งกล้อง


เทคนิคการถ่าย Burst Zoom

1. เลือกโลเกชั่นดี ๆ

          ไม่ใช่ว่าทุกสถานที่จะถ่ายระเบิดซูมได้ดี โดยเฉพาะถ้ามีตึกกระจุกอยู่เต็มไปหมดควรลองพยายามมองหาตึกโดดๆ ที่ไม่ถูกล้อมรอบด้วยตึกอื่น ๆ จะดีกว่า หรือจะถ่ายชิงช้าสวรรค์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งสถานที่ที่ใช้ถ่ายระเบิดซูมที่ดี เวลาซูมเข้าจะต้องเห็นสถานที่   และซูมออกมาเห็นแสงไฟที่อยู่รอบ ๆ  สามารถใช้เทคนิคระเบิดซูมในตอนกลางวันได้ แต่จำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์ ND เพราะฟิลเตอร์ ND ทำให้สามารถใช้ สปีดชัตเตอร์ได้ 30 วินาทีในการระเบิดซูม
(เมื่อตึกมีแสงไฟมากมาย อาจทำให้การระเบิดซูมดูยุ่งเหยิง)

2 . ใช้ขาตั้งกล้อง
          ถ้าใช้สปีดชัตเตอร์นานๆ ตั้งแต่ 25 ถึง 30 วินาที จะต้องใช้ขาตั้งกล้องด้วย เพราะจะต้องแน่ใจว่ากล้องอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงและนิ่ง    ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดนั่นเอง

3. เลือกเลนส์ที่ใช่
           ควรเลือกเลนส์ super-zoom ที่มีระยะเลนส์ตั้งแต่ 18-300 mm.เลนส์ชนิดนี้จะทำให้ได้ภาพถ่ายที่ดูครีเอท   เพราะสามารถซูมได้เยอะ จนเห็นเป็นแสงไฟยาว ๆ   และสามารถเลือกได้ว่าจะจัดองค์ประกอบแบบกว้างหรือแบบแคบก็ได้ ทำให้ยืดหยุ่นในการจัดองค์ประกอบมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีเลนส์ระยะนี้ สามารถใช้เลนส์ kit ที่มีระยะ 18-55 ก็ใช้ระเบิดซูมได้ดีเช่นกัน

4. ใช้ Live View ในการโฟกัส
               ควรจัดองค์ประกอบภาพในตำแหน่งสุดท้ายที่ตั้งใจจะระเบิดซูม เพราะองค์ประกอบสุดท้าย
สำหรับการถ่ายระเบิดซูมจะเป็นระยะของเลนส์ที่กว้างหรือแคบ ขึ้นอยู่กับการซูมที่เลือก ให้ใช้โหมด  Live View ในการจัดองค์ประกอบและซูมเข้าไปหาสถานที่ที่อยู่ตรงกลางที่ตั้งใจจะโฟกัส และใช้การโฟกัสแบบ Manual จะได้ภาพที่คมชัด เพราะจะสามารถป้องกันการโฟกัสหลุดได้

5. ซูมเข้าไปหาสถานที่
                อย่าลืมว่าสถานที่ของฉากที่ต้องการระเบิดซูมให้คมชัดยู่ตรงกลางภาพ ซึ่งควรตัดสินใจตั้งแต่
จัดองค์ประกอบภาพเรียบร้อยแล้ว และก่อนลงมือถ่าย ควรแน่ใจว่าตั้งค่ากล้องทุกอย่างถูกต้อง ให้ตั้งค่า
สปีดชัตเตอร์ 25-30 วินาที ใช้รูรับแสงแคบเพื่อให้สามารถใช้สปีดชัตเตอร์นาน ๆ

6. ระเบิดซูมให้สมบูรณ์
               เมื่อถ่ายระเบิดซูม ให้ตั้งเวลาหน่วงชัตเตอร์ 2 วินาที หรือจะใช้ถึง 10 วินาที หลังจากกดชัตเตอร์เพื่อเริ่มนับถอยหลัง ในจุดที่ชัตเตอร์ใกล้จะเปิด ให้ซูมช้า ๆ อย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กล้องสั่น การซูมออกควรทำระหว่างวินาทีที่ 2 และ 5 จะดีกว่า ยิ่งซูมนานยิ่งทำให้เกิดเส้นไฟที่เป็นเส้นสายในภาพ




วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

3 ค่าพาคุมกล้อง

Aperture – รูรับแสง


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ aperture
           เรื่องของรูรับแสง เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง แสงจะเข้าที่กล้องมาก ถ่ายภาพกลางคืนได้ดีครับ และที่สำคัญคือทำให้เกิดเอฟเฟคที่ชอบมากคือหน้าชัดหลังเบลอ
           ส่วนรูรับแสงแคบ คือตรงกันข้าม ภาพจะเข้าที่กล้องน้อยลง แต่จะได้เอฟเฟคที่เกิดการชัดลึก คือภาพชัดทั้งภาพเลย เหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ครับ

Shutter Speed – ความเร็วชัตเตอร์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ speed shutter
          ว่ากันด้วยเรื่องของความเร็วชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์หลักเลยคือเราใช้จับภาพที่เคลื่อนไหวให้นิ่งครับ แต่ก็ผลกระทบเหมือนกันคือเมื่อความเร็วชัตเตอร์เราเพิ่มขึ้น แสงจะเข้ากล้องน้อยลง เพราะงั้นการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงควรใช้ในสถานที่ ที่อยู่กลางแจ้ง มีแสงมากครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเพิ่ม ISO
          แต่ Speed Shutter ที่ช้าลงจะทำให้เราเก็บแสงได้มากขึ้น และก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่เราใช้ในการลากแสงไฟนั่นเองดังนั้นการจะใช้ชัตเตอร์เท่าไหร่นั้นไม่มีกฎตายตัวนะครับ อยู่กับว่าเราอยากได้ภาพแบบไหน และเรากำลังเจอสถานการณ์ไหนนั่นเองครับ

ISO – ค่าความไวแสง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ISO camera
          ISO เป็นความไวแสงที่กล้องมีครับ ถ้ายิ่ง ISO มาก กล้องก็จะไวแสงมาก ข้อดีคือ ISO สูงจะทำให้เราถ่ายภาพในที่มืดได้ แต่การที่ ISO สูงมากก็จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนหรือว่า Noise นั่นเองครับ
          ดังนั้นการเลือกใช้ ISO ก็ควรดูด้วยว่าเราต้องการอะไรในภาพตอนนั้น ถ้าเราถ่าย Landscape กลางแจ้ง มีขาตั้ง เราก็ไม่ต้องดัน ISO ครับ ใช้ต่ำที่สุดที่กล้องให้ก็ได้
          แต่ถ้าหากเราถ่ายภาพในอาคาร เราไม่สามารถเพิ่มรูรับแสง หรือลดสปีดจนถือกล้องได้แล้ว เราก็ควรเลือกที่จะดัน ISO เพื่อให้กล้องรับแสงได้ไวขึ้นครับ มี Noise ดีกว่าไม่ได้ภาพเลยนะครับ